การทำเสาเข็มเจาะระบบแห้ง (Dry Process Bored Pile)

การทำเสาเข็มเจาะระบบแห้ง (Dry Process Bored Pile)

ขั้นตอนการทำเสาเข็มเจาะ

1. อุปกรณ์เสาเข็มเจาะ มีดังนี้

-ขาลิก (TriPod) สูง 4.5 เมตร (ประเภทยาว)            1      ชุด      ใช้พื้นที่แนวราบ = 12 – 15 ตร.ม.

 ขาลิก (TriPod) สูง 3.40 เมตร (ประเภทสั้น)                        ใช้พื้นที่แนวราบ = 8 – 10 ตร.ม.

-กระดานหน้า ยาว 3.90 เมตร กว้าง 0.25 เมตร            1      ชุด

-กระดานหลัง(ท้าย)ขนาด 1.50 x 1.50 เมตร            1      ชุด

-รอกเคลื่อนที่ 4 ทาง หรือ 5 ทาง                        1      ชุด      ใช้ในการถอนท่อเหล็ก

-รอกเดี่ยว                                    2      ตัว

-ท่อเหล็กคิ้ว (วัดภายใน Dia.=0.35,0.40,0.50,0.60 m.)      1      ท่อน      ท่อเหล็กยาว 2.00 – 2.20 เมตร

-ท่อเหล็ก (วัดภายใน Dia.=0.35,0.40,0.50,0.60 m.)            14      ท่อน      ท่อเหล็กยาว 1.00 – 1.20 เมตร

-ลูกตุ้มหนัก 1 ตัน                              1      ลูก      ใช้ตีท่อเหล็กลงในดิน

-ตัวตักดินแบบมีลิ้น ปิด-เปิด ได้                        1      ตัว      ใช้ตักดินอ่อน

-ตัวตักดินแบบไม่มีลิ้น                              1      ตัว      ใช้ตักดินแข็ง

-ฮอยส์ พร้อมสลิงขนาด 3 , 4.5 หุน                  2      ตัว      ใช้สำหรับยกอุปกรณ์-ถอนท่อเหล็ก-ย้ายขาลิก

-เครื่องลมขนาด 370 pfm                        1      เครื่อง

-ระดับน้ำ ยาว 0.80-1.20 เมตร                        1      อัน      วัดความเอียงของเสาเข็มเจาะ

-ฝาเกลียว                                    1      อัน      ใช้ในการตีท่อลงในดิน,เทคอนกรีต,ถอนท่อ

-ฝาลม                                          1      อัน      ใช้ในการอัดคอนกรีตให้แน่นด้วยลม

-ตารางบันทึกเสาเข็มเจาะ (Bored Piles Record)            1      เล่ม      บันทึกประวัติเสาเข็มเจาะ

-เขาควายเหล็ก                                    1      อัน      ใช้ประกอบในการเทดินอ่อนจากตัวตัก

-สเก็นขนาด 1” 2 หุน                              1      ตัว      ใช้ยึดตัวตักไว้ตักดิน

-สเก็นขนาด 1” 4 หุน                              1      ตัว      ใช้ยึดตัวรอกเคลื่อนที่ ไว้ถอนท่อเหล็ก

-เหล็กรางรถไฟ ยาว 0.85-1.20 เมตร                  1      อัน      ใช้ประกอบการตีท่อเหล็กลงในดิน

-ตะขอตัว S                                    2      อัน      ใช้ประกอบในการเทดิน-เกี่ยวยึดอุปกรณ์

-แผ่นเหล็ก                                    10      แผ่น      ใช้ในการปูพื้นที่ให้รถ เข้า-ออก สะดวก

2. การเข้าตำแหน่งศูนย์เสาเข็มเจาะ

      2.1 ให้ทำการตรวจสอบหมุดเสาเข็มเจาะ โดยที่หมุดเสาเข็มเจาะจะต้องมั่นคง และอยู่เสมอพื้นที่ หรือต่ำกว่าพื้นที่ในโครงการเล็กน้อย

      2.2 ย้ายขาลิกเสาเข็มเจาะเข้าใกล้บริเวณตำแหน่งเสาเข็มเจาะ

      2.3 จัดทำ ตำแหน่งอ้างอิง(offset) เสาเข็มเจาะจำนวน 2 ตำแหน่งคือ แนวแกน X และแนวแกน Y หรือ 

            ทิศเหนือ-ทิศตะวันออก, ทิศเหนือ-ทิศตะวันตก, ทิศใต้-ทิศตะวันออก, ทิศใต้-ทิศตะวันตก

      2.4 ปรับขาลิกเข้าสู่ตำแหน่งเสาเข็มเจาะ และดิ่งศูนย์เข็มลูกตุ้ม

      2.5 ปล่อยลูกตุ้มลงตำแหน่งเสาเข็มเจาะ พร้อมลงท่อเหล็กคิ้ว โดยใช้หัวข้อ 2.3 มาเป็นองค์ประกอบ

3. ระยะที่ใกล้ที่สุดที่สามารถทำงานได้จากแนวกำแพง

4.การลงท่อเหล็ก และการตรวจสอบการหนีศูนย์กลางเสา

      4.1 เมื่อเข้าตำแหน่งเสาเข็มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ลงท่อเหล็กคิ้ว (ปลายท่อไม่มีเกลียว) เมื่อส่งท่อเหล็กคิ้วได้ 50% ของความยาว ให้ตรวจสอบการหนีศูนย์เสาเข็มโดยวัดจาก ตำแหน่ง Offset ถ้าไม่ถูกต้อง ให้ปรับแก้ใหม่

      4.2 ถ้าถูกต้อง ให้ตีท่อเหล็กลงไป 90% ของความยาวท่อ จากนั้นนำท่อเหล็กท่อนที่ 2 มาต่อเกลียวเข้าด้วยกัน แล้วทำการตีท่อเหล็กลงไป 50% ของความยาวท่อเหล็กท่อนที่ 2 จากนั้นตรวจสอบการหนีศูนย์

      4.3 ถ้าถูกต้อง ให้ตีท่อเหล็กลงไป 90% ของความยาวท่อ จากนั่นนำท่อเหล็กท่อนที่ 3 มาต่อเกลียวเข้าด้วยกัน แล้วทำการตีท่อเหล็กลงไป 50% ของความยาวท่อเหล็กท่อนที่ 3 จากนั้นตรวจสอบการหนีศูนย์

      4.4 ถ้าถูกต้อง ให้ตีท่อเหล็กลงไป 90% ของความยาวท่อ จากนั้นนำท่อเหล็กท่อนที่ 3,4,5,6 มาต่อเกลียวเข้าด้วยกัน จากนั้นตรวจสอบการหนีศูนย์

      4.5 ให้ตีท่อเหล็กลงไป โดยการต่อท่อแบบเกลียวไปจนถึงชั้นดินแข็ง หรือเพียงพอที่จะป้องกันชั้นดินอ่อนพังตัวและน้ำใต้ดินออกมาในเสาเข็มเจาะ อาจจะได้จำนวน 9-14 ท่อน ขึ้นอยู่ระดับของชั้นดิน เมื่อตีท่อเหล็กลงไปแล้วเสร็จ ให้ทำการตรวจสอบการหนีศูนย์

      –      ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ยอมรับได้คือ

         ความเบี่ยงเบนแนวราบ 5 เซนติเมตร สำหรับเสาเข็มเดี่ยว

         ความเบี่ยงเบนแนวราบ 7 เซนติเมตร สำหรับเสาเข็มกลุ่ม

         ความเบี่ยงเบนแนวดิ่ง 1 : 100

       (ทั้งนี้ให้ตรวจสอบข้อกำหนดตามรูปแบบรายการหรือสอบถามวิศวกรผู้ออกแบบ)

5.การตักดิน และสิ้นสุดการตักดิน (ดูจากภาพประกอบท้ายเล่ม)

      5.1 ให้ใช้ตัวตักชนิดที่มีลิ้นทำการตักดินเหลว-อ่อน ออกจากท่อเหล็ก เมื่อดินเกิดการเปลี่ยนสีให้ทำการวัดความลึก ให้ตรวจสอบความเอียงของเสาเข็มเจาะโดยวัดดิ่งจากตัวตัก

      5.2 ให้ใช้ตัวตักชนิดที่ไม่มีลิ้นทำการตักดินแข็ง ออกจากท่อเหล็ก เมื่อดินเกิดการเปลี่ยนสีให้ทำการวัดความลึก

      5.3 การสิ้นสุดในการตักจะอยู่ในชั้นทรายชั้นแรกที่ไม่มีน้ำซึมออกมาส่วนมากจะเป็นทรายละเอียดที่สีน้ำตาลซึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร มักจะอยู่ที่ความลึกประมาณ 18.0 -21.0 ม. (ขึ้นอยู่กับลักษณะทางธรณีวิทยา)

      5.4 เมื่อสิ้นสุดการตักดินให้ใช้ตัวตักชนิดที่มีลิ้นตำที่ปลายหลุมเข็มเจาะให้แน่นเสร็จ แล้วให้ทำความสะอาดปากหลุมเข็มเจาะ  

5.5 กรณีที่มีน้ำปลายหลุมเจาะ ให้มีการผสมคอนกรีต แห้ง หรือ Slum ไม่เกิน 0.025 เมตร ปริมาตรไม่น้อยกว่า 1/8 ลบ.ม.หรือ>=70% ของปริมาตรรถเข็มปูนเทลงไปปลายหลุม แล้วใช้ตัวตักชนิดที่มีลิ้นตำคอนกรีตให้แน่นโดยยกสูงประมาณ 0.50 – 0.80 เมตร

6. ตรวจสอบความลึก (ดูจากภาพประกอบท้ายเล่ม)

6.1 ให้ตัดท่อ PVC ขนาด Dia.>=4 หุน ขนาด Dia.>=4-6 หรือ ไม้ ขนาด 1.5”x1.5”-2” ยาว 1.0 เมตร  

      6.2 ให้นำตัวตักลงหลุมเสาเข็มเจาะ (เมื่อหัวข้อ 5 เสร็จแล้ว) แล้วยกลอยเหนือปลายหลุมเข็มเจาะเล็กน้อยเพื่อให้ สลิงที่ติดยึดกับตัวตักเกิดการตึง (เนื่องจากกการถ่วงน้ำหนักของตัวตัก)

      6.3 ให้วาง ท่อ PVC หรือ ท่ออลูมิเนียม…..ขวางปากท่อ เพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นของการวัด

      6.4 จากนั้นทำการดึง(สาว)สลิงขึ้น แล้วทาบท่อ PVC 4 หุนวัดที่ละเมตร

7.การใส่เหล็กเสริม ให้เป็นไปตามวิศวกรผู้ออกแบบ หรือ อย่างน้อยเสริมเหล็กดังตัวที่แนบมาให้นี้                  

      7.1 เหล็กเสริมหลัก และเหล็กปลอก fy ไม่น้อยกว่า 3000 ksc. (SD30) การต่อเหล็กเสริมเป็นการต่อทาบ 

ความยาวเหล็กเสริมควรให้อยู่ระดับชั้นดินแข็ง หรือขึ้นอยู่กับ วิศวกร                  

      7.2 ลูกปูน ในช่วง 10 เมตร จะต้องมีลูกปูนไม่น้อยกว่า 2 ช่วงๆ ละ 3 ลูก  

      7.3 ความยาวของการต่อทาบเหล็กในแต่ละท่อนเป็น 40 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็ก โดยยกให้ปลายเหล็กพ้นจากปลายล่างของหลุมเจาะประมาณ 0.50 ม. 

      7.4 ให้หย่อนเหล็กที่มัดแล้ว ขนาด 10+5+5 เมตร (คร่าวๆ) ให้อยู่ตรงกลางของเสาเข็มเจาะจนถึงระดับที่ต้องการ และยึดให้แน่นหนา เพื่อที่ขณะเทคอนกรีตเหล็กจะได้ไม่ขยับ

                                        

      

8. การใช้ เทคอนกรีตเสาเข็มเจาะ                                                      

      8.1 เนื่องจากคอนกรีตมีความสำคัญอย่างมากในการรับน้ำหนักปลอดภัยของเสาเข็มเจาะ ดังนั้นควรเลือกใช้คอนกรีตที่มีกำลังอัดประลัยไม่น้อยกว่า 210 ksc.ปริมาตรทรงกระบอก ที่ 28 วัน โดยให้ค่ายุบตัว (Slump) คอนกรีต อยู่ระหว่าง 8.00 -13.50 เซนติเมตร  

      8.2 ให้เทคอนกรีตอย่างต่อเนื่องให้เต็ม แล้วทำการถอนท่อเหล็กขึ้นมา  

      8.3 ให้ถอนท่อเหล็กเหลือ 1-2-3 ท่อนสุดท้าย ให้ทำการอัดลมด้วยความดันอากาศ เพื่อให้คอนกรีตแน่นขึ้น  

      8.4 เมื่อคอนกรีตยุบลงให้เติมคอนกรีตให้เต็มท่อ หรือ ให้อยู่ในระดับเผื่อ Cut off 

9. บันทึกรายงาน หรือ REPORT เสาเข็มเจาะ      

10. เป็นการสิ้นสุดการทำเสาเข็มเจาะ                              

11. การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะ                                                

11.1 ก่อนทำการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะ อายุของเสาเข็มต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน            

11.2 ทดสอบด้วยวิธี Siesmic test (อ้างอิงได้จาก บริษัท STS Instrument จำกัด ,โปรเกรสซีฟ รุ่งเรือง,ฯลฯ)

11.3 จำนวนเสาเข็มเจาะที่ทำการทดสอบไม่ควรน้อยกว่า 20% ของจำนวนเสาเข็มเจาะทั้งหมด หรืออยู่ในดุลย์พินิจของวิศวกร                                                                  

12. การทดสอบการรับน้ำหนักปลอดภัยของเสาเข็มเจาะ

      12.1 การทดสอบโดยวิธี Statics Load Test             

      12.2 การทดสอบโดย Dynamic Load Test 

13. การทำเสาเข็มต้นต่อไป 

เสาเข็มต้นต่อไปต้องอยู่ห่างจากเสาเข็มที่เพิ่งทำแล้วเสร็จ ไม่น้อยกว่า 6 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็ม หรือใกล้เคียงเสาเข็มต้นเดิมที่ ทำแล้วเสร็จไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ดังนั้นในการทำเข็มเจาะ ควรมีการวางแผนการเจาะเสาเข็ม เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเสาเข็มที่เพิ่งจะหล่อเสร็จใหม่ๆ

ภาพประกอบ

 

credit : http://www.xn--22cm3cuaqk3cuc9aqcd7a3mhcc4jl3h.com/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0/